เป็นเรื่องสุดสลดในวงการเพลงเกาหลี เมื่อสำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ ยืนยันข่าวการเสียชีวิตของนักร้องหนุ่ม คิม จงฮยอน ของวงชายนี่ (SHINee) หลังเจ้าหน้าที่พบ จงฮยอนหมดสติอยู่ในห้องพักย่านชองดัมดง ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล และยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วในเวลาต่อมา พร้อมกับเปิดเผยสาเหตุว่า เกิดจากการหมดสติหลังสูดดมก๊าซในห้องปิดสนิท และเปิดเผยจดหมายบรรยายความเศร้าของเขา
ทั้งนี้ ในโลกออนไลน์มีความเคลื่อนไหวภายหลังการสูญเสีย โดย จงฮยอน ถือเป็นศิลปินของวง SHInee ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วภูมิภาคเอเซีย ทำให้แฟนคลับไม่เฉพาะเกาหลี แต่รวมถึงไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ แสดงความเสียใจผ่านโลกโซเชียล โดยพบว่า แฟนคลับชาวอินโดนีเซีย ได้รวมตัวกันพร้อมกับร้องเพลงอาลัยถึงศิลปินคนโปรด โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าเสียงร้องไห้ดังระงม
สำหรับโลกโซเชียลของไทยพบว่า มีการทวิตข้อความจากสมาชิกทวิตเตอร์รายหนึ่ง ระบุว่า เพื่อนเป็นแฟนคลับจงฮยอน และระบุว่า พยายามจะฆ่าตัวตายหลังทราบข่าวความสูญเสียดังกล่่าว ทั้งนี้ ต่อมาพบว่า สมาชิกทวิตเตอร์รายเดิมได้ระบุว่า ได้เสียเพื่อนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่มีการยืนยันว่า มีการเสียชีวิตจริงหรือไม่ เนื่องจากทวิตเตอร์รายนี้ได้ปิดล็อกความเป็นส่วนตัว และไม่ตอบกลับผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายอื่นที่สงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่



ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก จำนวนกว่า 8 แสนคนต่อปี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว เกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน สำหรับความกังวลเป็นห่วงแฟนคลับ หวั่นเกิดการฆ่าตัวตายเลียนแบบคนดัง หรือ Copycat Suicide ในเมืองไทย นั้น การเลียนแบบจะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่มีความคิดฆ่าตัวตายอยู่ก่อน แต่สำหรับคนที่คิดฆ่าตัวตายอยู่แล้ว อาจจะทำให้เห็นช่องทางหรือวิธีการที่จะฆ่าตัวตายมากขึ้น ถ้าบุคคลที่ฆ่าตัวตายมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักในสังคม จะมีผลให้คนมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายตามได้ ทั้งนี้ ต้องดูความเปราะบางด้านจิตใจ หรือผูกพันกับผู้ตายขนาดไหน ผูกพันมากก็ทำให้หวั่นไหวตามมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในเมืองไทยกระแสการฆ่าตัวตายเลียนแบบบุคคลมีชื่อเสียงจะยังมีไม่มากนัก ก็ไม่ควรชะล่าใจ ซึ่งเรื่องนี้ต้องระวัง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้น อย่างสื่อเอง ในการพาดหัวหรือการแจงรายละเอียดการฆ่าตัวตายก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะหากบรรยายมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบได้ แต่ให้เน้นไปที่แนวทางการป้องกัน ดูแล ช่วยเหลือ ผู้ที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายให้มากขึ้น
“พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากลูกหลานมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงก็ต้องใส่ใจ ซักถาม และทำความเข้าใจ เช่น ร้องไห้บ่อย เก็บตัว ไม่พูด เหม่อลอย บางครั้งจะพูดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย บ่นไม่อยากมีชีวิต ชีวิตไม่มีคุณค่า เป็นต้น สัญญาณเตือนเหล่านี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ หมั่นสังเกตเด็กในปกครอง อย่าคิดว่าเป็นการพูดเล่น เพราะนั่นเท่ากับปล่อยโอกาสการช่วยเหลือให้ลดน้อยลงทุกที รวมไปถึงต้องดูแลเด็กที่เคยฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสที่จะกลับไป ฆ่าตัวตายซ้ำมีมาก และโอกาสที่จะทำสำเร็จก็มีมากเช่นกัน” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว กล่าวว่า แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ควรป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด สำหรับ แฟนคลับ ก็ขอให้ชื่นชมในความสามารถของบุคคลนั้น การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกของปัญหา ขอให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ มองเป็นบทเรียน ไม่มีใครอยากฆ่าตัวตาย และคงไม่หวังที่จะให้คนอื่นฆ่าตัวตายตาม การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ ส่วนภาวะซึมเศร้าก็สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน หากเกิดภาวะซึมเศร้า คิดสั้น ทำใจไม่ได้ ให้พูดคุยกับคนใกล้ชิด หรือปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่ง การปรึกษาจิตแพทย์ไม่จำเป็นว่าต้องป่วย ทุกคนสามารถปรึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้
ที่มา https://www.khaosod.co.th